สีตลา ชาญวิเศษ

สีตลา ชาญวิเศษ ปริญญาตรีวิชาปรัชญา ที่ช่วยตรวจสอบโลกทัศน์ทางการเมืองและการใช้ชีวิตอย่างมีเหตุผล ไม่หลงไปกับคำโฆษณาชวนเชื่อที่งมงายครอบงำ

“การเมือง” หากมองว่าเป็นเรื่องของรัฐสภาและการเลือกผู้แทน ย่อมทำให้ประชาชนคนธรรมดาดูไร้ค่า แต่หากหยั่งเห็นว่าการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ตั้งแต่ราวรถเมล์ที่อำนวยสะดวกเฉพาะคนตัวสูง ไปจนกระทั่งถึงการใช้คำพูดที่ดูถูกคนหาเช้ากินค่ำ ก็ย่อมทำให้คนธรรมดามีส่วนร่วมในการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยมผิดพลาดไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดียิ่งกว่า

สื่อสารมวลชนเป็นช่องทางในการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยเฉพาะการเปลี่ยนจิตใจของปัจเจกชนให้มีจิตสำนึกทางการเมือง ปลุกเร้าพลังที่ซ่อนลึกอยู่ภายในใจให้แปรเปลี่ยนมาสู่การกระทำที่ยิ่งใหญ่ ที่ไปพ้นค่านิยมทางวัตถุและผลประโยชน์ส่วนตัว

หากไม่เริ่มเปลี่ยนในระดับปรัชญาชีวิตของตัวเรา ก็ย่อมไม่มีวันเปลี่ยนแปลงประเทศไทยได้เลย

บทถอดเทป

สีตลา ชาญวิเศษ

สังคม+นิยม = Social Popular

“สังคมนิยม” ในบริบทของประเทศไทยถูกสร้างภาพจากชนชั้นนำและกลุ่มอนุรักษ์นิยมให้มีความน่ากลัวและโหดร้าย จนกลายเป็นเรื่องต้องห้ามในบางยุคบางสมัย  “ส้ม” สีตลา ชาญวิเศษ องค์กรศูนย์ประสานงานเยาวชนสังคมนิยมประชาธิปไตย (YPD) จะมาตอบให้หายข้องใจว่าสังคมนิยมนั้นแท้จริงแล้วมีความหมายอย่างไร?

ผู้หญิงท่าทางมั่นใจเริ่มแนะนำตัวกับเราว่า “ตัวส้มเองจบทางด้านปรัชญา จากอักษรศาสตร์จุฬาฯ ภาควิชาปรัชญามันเน้นในเรื่องของการค้นหาความจริง โดยการใช้เหตุผลเพื่อให้เข้าถึงความจริงนั้นได้ ซึ่งมีพัฒนาการมาจากการคิดวิเคราะห์และการตกผลึกทางความคิด อาจจะแตกต่างกับวิทยาศาสตร์ที่เน้นการทดลองที่นำไปสู่ข้อสรุป” เธอมองว่ามนุษย์มีความซับซ้อนทางความคิดที่เป็นตัวแปรสำคัญที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้

“มนุษย์เรามีศักยภาพ แต่บางครั้งเราก็จะใช้เหตุผลที่มีจุดด้อยอยู่ ซึ่งเราไม่ได้ตรวจสอบเหตุผลที่เรายกมาอธิบาย เพราะเหตุผลนั้นทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ มนุษย์ต้องฝึกฝนและพัฒนาการใช้เหตุผลของตนเอง” ส้มเริ่มอธิบายถึงจุดเริ่มต้นของการเกิดปัญหาทั้งหมด เพราะการขาดเหตุผลที่เพียงพอของมนุษย์บางกลุ่มหรือบางคน

เมื่อมาอยู่ในสถานะคนทำงานด้านสังคมแบบนี้ เธอได้รับอะไรบ้าง“การที่เรามาทำตรงนี้ทำให้เราเรียนรู้จากคน สังเกตคน เพื่อวิเคราะห์คน เพื่อที่จะรู้จักคนมากขึ้น มันเป็นการเชื่อมโยงระหว่างภาคทฤษฏีที่เราเรียนมากับการลงมือปฏิบัติ” ส้มตอบ

“ประชาธิปไตยก็เช่นกัน ต้องดูที่หลักการ แต่คนไทยชอบให้ความนิยมในรูปแบบและยึดติดกับมันมากเกินไป บางทีก็ละเลยหลักการว่าจริงๆแล้วมันคือความเคารพซึ่งกันและกัน ถ้าเราหันไปมองจุดเริ่มต้นอาจจะทำให้ความขัดแย้งน้อยลง” ส้มให้คำจำกัดความของ “ประชาธิปไตย” ในแบบปรัชญาความคิดของเธอ ในขณะที่ปัจจุบันความขัดแย้งระหว่างสีนั้นกลายเป็นเรื่องแบบ “แมนฯยู-ลิเวอร์พูล” กลายเป็น “ลัทธิ” ที่คลั่งไคล้และไม่ยอมให้ใครมาลบหลู่หรือเห็นต่าง  โดยไม่ได้มองหลักการในความเป็นจริงว่าเราแข่งขันกันเพื่ออะไร?

จุดเริ่มต้นของการทำงานของเธอเกิดขึ้นเมื่อสมัยตอนเรียนปี 3 “ตอนเด็กๆ เวลาเราไปที่ทำงานแม่ แม่จะสอนให้เราเคารพผู้อื่น ไหว้เจ้านายแม่ ไหว้ยาม โดยไม่เลือกปฏิบัติเราก็เลยตั้งคำถามว่า โดยทั่วไปคนปรกติเขาไม่ปฏิบัติต่อคนเท่ากันหรือ? เขาเลือกเคารพและปฏิบัติต่อคนต่างกันหรือ? ส้มคิดว่าทุกๆคนมีสิ่งดีๆที่พร้อมจะให้เราเรียนรู้เสมอไม่มีคำสูงหรือต่ำกว่าใคร บางทีคนขับรถสามล้อเขาอาจจะรู้ดีกว่าในเรื่องเส้นทางซึ่งเราต้องให้ความยอมรับกับเขา อย่าไปดูถูกใคร  มันก็ทำให้เราคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนเราปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม จนมีเพื่อนที่เป็นนักกิจกรรมได้ชวนเราเข้าไปทำงานด้านสังคม”

“ความเหลื่อมล้ำ” กลายเป็นชนวนความขัดแย้งของประเทศไทย ส้มมองจากมุมนักสังคมนิยม ว่า “ความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมโลก โดยธรรมชาติของมนุษย์เราชอบมีการกดขี่ข่มเหงผู้อื่น ส้มไม่เชื่อว่าจะมีรัฐบาลไหนแก้ไขได้ ทุกคนต้องช่วยกัน มีเพียงแต่ว่าจะทำให้เหลื่อมล้ำน้อยลง โดยการให้มนุษย์มองให้เห็นถึงส่วนรวมมากขึ้น เพราะจริงๆ แล้วความเหลื่อมล้ำมันเป็นรูปธรรมมากๆ แต่ว่าเราพูดกันเหมือนเป็นนามธรรม”

“ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาที่แท้จริงมันอยู่ที่โครงสร้างทางสังคมมากกว่าที่จะเอื้อให้คนเราใช้ความเหลื่อมล้ำในการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น” เธอไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “โครงสร้าง” ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำนั้นคืออะไร? แต่พออนุมานได้ว่าหมายถึง “ระบบอุปถัมภ์”               ที่ดำรงอยู่จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมแบบไทยๆ

“ตอนนี้ส้มเริ่มหันมาสนใจสื่อใหม่ เพราะเราสามารถสื่อสารได้กับคนหมู่มาก เมื่อเราคุยกับเขามากขึ้น รู้จักมากขึ้น เราก็เหมือนกับได้คุยกับคนในสังคมมากขึ้น เมื่อสังคมเกิดความตระหนักให้เขาเรียนรู้ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความคิดโดยลดทอนความเห็นแก่ตัวเรื่อยๆ เช่นบางกลุ่มเป็นกลุ่มพลังเงียบซึ่งมีอยู่จำนวนมาก เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าคนแบบเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง ซึ่งบางทีความดีก็เป็นเรื่องง่ายๆที่สามารถทำได้ทุกๆวันไม่ต้องรอเทศกาลหรือฤดูกาลต่างๆ เช่นน้ำท่วม ส้มเชื่อในคำของท่านนัช ฮันห์ที่ว่า ‘คนที่จะทำความดี ก่อนอื่นต้องทำให้ตัวเองมีความสุขก่อน’ เราแค่อยากทำให้พวกเขาเชื่อในพลังของตัวเองก่อน พอเขาอยากทำความดี มันจะมีพลังเร้นลับที่ให้เราอยากทำความดีต่อไปเรื่อยๆ” การวิเคราะห์สังคมผ่านการสื่อสารที่เชื่อว่าสามารถส่งต่อความคิดได้คือทางออกที่ส้มเชื่อว่า นี่คือสิ่งที่สังคมกำลังรอคอยอยู่

เราได้เรียนรู้มุมมองใหม่ๆจากผู้หญิงคนนี้ ที่สรุปได้ว่า “สังคมนิยม”อาจไม่ใช่แค่ Socialism แต่คือ “สังคม+นิยม” หรือ Social Popular ที่ๆ ทุกคนหันมาสนใจสังคมรอบๆ ข้างมากกว่าตัวเอง

ฟังสัมภาษณ์

Audio clip: Adobe Flash Player (version 9 or above) is required to play this audio clip. Download the latest version here. You also need to have JavaScript enabled in your browser.

คลิกที่ Play เพื่อฟัง

7 Responses to “สีตลา ชาญวิเศษ”

  1. “ปรัชญา” (PHILOSOPHY) ไม่ใช่ศิลปะศาสตร์ และไม่ใช่วิทยาศาสตร์ แต่เป็นยอดวิทยาการทั้งปวง
    มีผู้เอาคำว่า “ปรัชญา” ไปใช้นำหน้าคำต่างๆ โดยไม่เข้าใจความหมายว่า ปรัชญา คืออะไร เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น ปรัชญา คือวิชาว่าด้วย หลักทั่วไปของสรรพสิ่งและปรากฏการณ์ หลักการใด หรือวิชาการใดที่ว่าด้วยหลักเฉพาะของสรรพสิ่ง และปรากฏการณ์ หลักการนั้นหรือวิชาการนั้น ไม่อาจเรียกว่า ปรัชญา เช่น คำว่า “ทางสายกลาง” เป็นหลักทั่วไปของสรรพสิ่ง และปรากฏการณ์ มัชฌิมาปฏิปทา จึงจัดอยู่ในปรัชญา คำว่า “ความเป็นกลาง” ไม่ใช่หลักทั่วไปของสรรพสิ่ง และปรากฏการณ์ แต่เป็น “หลักเฉพาะในเรื่องของความขัดแย้งเพียงเรื่องเดียว” จึงไม่ใช่ปรัชญา เป็นต้น
    ปรัชญา เป็นความคิดที่ได้ประมวลอย่างเป็นระบบ ว่าด้วยการรับรู้โลก การดำรงอยู่ และมรรควิธีของการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง 3 ประการ
    1.ภววิทยา (ONTOLOGY) คือวิชาว่าด้วยความเป็นอยู่ (EXISTENCE) ของสรรพสิ่ง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประการ
    1.1 ความจริงแท้ (REALITY) เป็น “จิต” (SPIRITUAL)
    1.2 ความจริงแท้ (REALITY) เป็น “วัตถุ” (MATTER)
    2. มรรควิธีวิทยา (METHODOLOGY) คือวิชาว่าด้วยมรรควิธีของการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประการ คือ
    2.1 อภิปรัชญา (METAPHYSICS)
    2.2 วิภาษวิธี (DIALECTICS)
    3. ญาณวิทยา (EPISTEMOLOGY) คือ วิชาว่าด้วยที่มาแห่งวิชาความรู้ ซึ่งมีหลายทฤษฏี
    3.1 มาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (THE DIYINE)
    3.2 มาจากความคิด (THINKING)
    3.3 มาจากเพทนาการ (SENSATION)
    3.4 มาจากการปฏิบัติ (PRACTICE)

  2. “จินตภาพพื้นฐานทางปรัชญา”

    จินตภาพพื้นฐานทางปรัชญา คือ หลักการค้นหาความเป็นจริงทางปรัชญา ซึ่งมี 6 ประการ คือ
    1. เอกลักษณ์ (Individual) และ ลักษณะร่วม ซึ่งเป็นลักษณะสากลทั่วไป (Universal)
    วัตถุหรือสรรพสิ่งย่อมมีลักษณะเป็น 2 ด้าน ด้านหนึ่งเรียกว่า “เอกลักษณ์” อีกด้านหนึ่งเรียกว่า “ลักษณะร่วม” อันเป็นลักษณะทั่วไป
    เอกลักษณ์ คือ ลักษณะเด่นเฉพาะที่เป็นคุณสมบัติของวัตถุ ซึ่งจะเรียกว่า “ลักษณะเฉพาะ” ก็ได้ หรือ “ลักษณะพิเศษ” ก็ได้ หรือจะเรียกว่า “ปัจเจกลักษณะ” ก็ได้
    ลักษณะร่วม หมายถึง ลักษณะทั่วไป (General) ของสรรพสิ่ง ที่มีลักษณะที่ตรงข้ามกัน แต่ร่วม กันเป็นวัตถุ
    การค้นหาความเป็นจริง หรือที่เรียกว่า “สัจจธรรม” (Truth) จึงไม่อาจค้นหาจากเอกลักษณ์ของ วัตถุโดยด้านเดียวได้ มิฉะนั้น เราจะไม่พบกับความเป็นจริงหรือสัจจธรรม ฉะนั้น การค้นหาจึงต้องค้นหาโดยมองวัตถุทั้ง 2 ด้านด้วย คือ ทั้งด้านเอกลักษณ์และด้านลักษณะทั่วไป เพราะลักษณะของสรรพสิ่ง ย่อมมีลักษณะที่ตรงข้ามกันและลักษณะที่ร่วมกัน
    โดยเฉพาะเราไม่อาจละเลย ลักษณะร่วมที่มีระดับต่างกัน และแต่ละระดับร่วมนั้น มีลักษณะ พิเศษ (Specific) หรือ (Particular) ต่างกันอย่างไร
    ดังนั้น การมองปัญหาตามหลัก Dilectic จึงต้องมองแบบชนิดแบ่งให้ละเอียดและเป็นระบบ จึง จะสามารถนำไปสู่ความเป็นจริงของปัญหาได้ การค้นพบความเป็นจริงนี้ เรียกว่า สัจจธรรม ซึ่งนำไปแก้ปัญหาได้
    การมองสรรพสิ่งเพียงด้านเดียว เช่น มองเฉพาะที่ลักษณะทั่วไป ทรรศนะของการมอง เช่นนี้ เรียกว่า “ลัทธิคัมภีร์”
    หรือถ้ามองสรรพสิ่งแต่เพียงด้านเฉพาะเพียงด้านเดียว ทรรศนะของการมองเช่นนี้ เรียกว่า “ลัทธิแก้”

  3. 2. เนื้อหา (Content) และ รูปแบบ (Form)
    สรรพสิ่งย่อมมีทั้งเนื้อหาและรูปแบบ การที่เราจะสืบค้นหาสัจจธรรมได้เราต้องอาศัยรูปแบบ เป็นตัวกำหนด เพื่อสืบลึกเข้าไปสู่เนื้อหาของมันเราจึงจะได้ความเป็นจริง ถ้าปัญหาความคิดเราติดอยู่ กับรูปแบบโดยขาดความเข้าใจหรือเข้าไม่ถึงเนื้อหา ก็เปรียบเสมือนเราไม่รู้อะไรเลย
    ปัญญาของมนุษย์มีความสามารถเข้าใจรูปแบบได้ แต่ถ้าขาดความรู้ทางปรัชญา เขาจะไม่อาจเข้า ถึงเนื้อหาได้ เพราะรูปแบบเป็นภาพภายนอก เต่เนื้อหาเป็นคุณภาพที่ซ่อนอยู่ภายใน
    สิ่งๆ หนึ่งย่อมมีปัจจัยต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นตัวตนของมัน (Element) เป็นระบบเป็นสิ่งนั้น มี การดำรงอยู่ของมัน เมื่อเป็นระบบก็เป็น “รูปแบบ”
    ส่วน “เนื้อหา” คือ องค์ร่วมทั้งหมดของปัจจัยต่างๆ ด้านต่างๆ และกระบวนการต่างๆ มีการ เคลื่อนไหว มีการพัฒนา มีการสัมพันธ์ต่อสิ่งภายนอก มีข้อกำหนดเป็นของมัน
    ทั้งรูปแบบและเนื้อหา เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กันอย่างแยกกันไม่ออก เช่น ทฤษฎี คือ รูปแบบ แต่ เนื้อหาของทฤษฎีเป็นตัวกำหนดรูปแบบ ถ้าเนื้อหาเปลี่ยนรูปแบบก็เปลี่ยน เช่น พลังการผลิตเป็น เนื้อหาของสังคม รูปแบบของสังคมคือความสัมพันธ์ทางการผลิต ดังนั้น ถ้าพลังการผลิตเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ทางการผลิตก็ย่อมเปลี่ยนตาม
    ฉะนั้น การวิเคราะห์เพื่อพิจารณาปัญหาใดๆ เราจะเข้าถึงปัญหานั้นได้อย่างแท้จริง อย่าพิจารณา ปัญหาแต่เพียงที่รูปแบบ ต้องพิจารณาที่เนื้อหาเป็นสำคัญ

  4. 3. ธาตุแท้ (Essence) และ ปรากฏการณ์ (Appearance)
    ธาตุแท้ คือ ลักษณะพื้นฐานทั้งหมด ที่มีบทบาทในการกำหนดรูปแบบแห่งการดำรงอยู่ของ สรรพสิ่ง ซึ่งแสดงออกมาเป็นปรากฏการณ์ เป็นองค์ร่วมของสรรพสิ่งภายในที่แน่นอน และเป็นตัว กำหนดแนวโน้มของสิ่งนั้น หมายถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในที่ลึกที่สุด เปลี่ยนแปลงช้าที่สุดช้ากว่าภายนอก เป็นแก่นสาร เป็นคุณสมบัติของวัตถุ ซึ่งเราไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา แต่เราสามารถค้นพบมันได้ด้วย ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และจากความคิดทางปรัชญาเท่านั้น
    การศึกษาธาตุแท้จึงต้องสืบรู้จากปรากฏการณ์เป็นเบื้องต้น ไปสู่การศึกษาอย่างซึมลึกให้ถึงขั้น ธาตุแท้ แล้วเราจะได้ข้อสรุปที่สอดคล้องกับความเป็นจริง
    ข้อพึงระวัง คือ ปรากฏการณ์มิได้เป็นการแสดงออกของธาตุแท้เสมอไป อาจมาจากเหตุปัจจัย อย่างอื่นก็ได้
    ปรากฏการณ์ คือ องค์ร่วมของสิ่งภายนอกที่ธาตุแท้แสดงออกมา ดังนั้น สิ่งที่เรารู้เราเห็นโดย ทั่วไปนั้น เป็นเพียงภาพภายนอกที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์” เท่านั้น จึงหาใช่ธาตุแท้ไม่

  5. 4. เหตุ (Cause) และ ผล (Effect)
    สรรพสิ่งใดๆ ย่อมมีบ่อเกิดมาจากเหตุที่แน่นอน หรือความสัมพันธ์กันจากลักษณะหนึ่งๆ ย่อม ทำให้เกิดผลอย่างหนึ่งๆ เสมอไป เรียกว่า “ความเป็นเหตุเป็นผลของมัน” (Causality) ดังนั้น ผลย่อมมี ปัจจัยมาจากเหตุ และเหตุที่ทำให้เกิดผลนั้น มีทั้งเหตุภายนอกและเหตุภายใน
    ในหลักปรัชญา การค้นหาเหตุและผล เราสืบค้นจากเหตุไปสู่ผลไม่ได้ แต่เราค้นจากผลไปสู่เหตุ ได้
    สิ่งบางอย่าง ผลไม่จำเป็นต้องมาจากเหตุอันเดียวกันแต่ก็มีผลอันเดียวกัน หรือผลอันเดียวกัน อาจมิได้มาจากเหตุอันเดียวกัน เพราะผลเป็นเพียงการสะท้อนให้เห็นถึงปัจจัย
    พุทธศาสนา นักปราชญ์ยอมรับว่าเป็นปรัชญา หลักการหนึ่งของพุทธที่สอดคล้องกับหลัก ปรัชญา คือ การค้นหาเหตุด้วยวิธีเริ่มต้นจากผลไปสู่เหตุก็คือ “อริยสัจสี่” หรือสัจจธรรมสี่ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทุกข์ คือ ผลมิใช่เหตุ การหลุดพ้นจากทุกข์จึงไม่แก้ปัญหาที่ผลแต่แก้ที่เหตุ คือ ต้องสืบค้นไปที่สมุทัยหรือเหตุแห่งทุกข์ และต้องสืบค้นลึกเข้าไปอีก คือ นิโรธหรือการดับทุกข์ และ การดับทุกข์ยังต้องสืบค้นไปที่ทางแก้ที่เรียกว่า มรรคหรือวิธีการซึ่งทางปรัชญาเรียกว่า “แนวทาง” (Method) จึงจะสามารถหลุดพ้นหรือแก้ปัญหาได้ เพราะหลักการเช่นนี้มนุษย์จึงจะค้นพบความเป็นจริงได้

  6. 5. ความจำต้องเป็น (Necessity) และ ความบังเอิญ (Chance) หรือเหตุบังเอิญ เรียกอีกอย่างว่า Accidents
    สรรพสิ่งที่จะต้องมีการเกิดขึ้นของสิ่งบางอย่าง ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ความจำต้องเป็น
    ความจำต้องเป็น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่แน่นอน เพราะมีคุณสมบัติบางอย่างเกิดขึ้น โดยมีปัจจัย ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นมัน เป็นลักษณะพิศษที่มีคุณสมบัติแปลกไปจากคุณสมบัติเดิม ซึ่งเป็นตัว กำหนดให้มันต้องเกิดสิ่งนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (การเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพตามกฎวิภาษวิธี)
    ถ้าเกิดขึ้นจากภายในอันมีสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอกเรียกว่า “เหตุบังเอิญ” หมายถึง ภายนอก มีบทบาทมากำหนดภายใน
    ถ้าเป็นภายในโดยไม่เกี่ยวกับปฏิกิริยาภายนอกเรียกว่า “ความจำต้องเป็น” หมายถึง ภายในมี บทบาทกำหนดภายในสู่ภายนอก
    ทั้งสองสิ่งสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด และละเอียดอ่อนมาก ทั้งนี้เพราะความจำต้องเป็นนั้นต้อง ผ่านออกมาเสมือนความบังเอิญ ถ้าเราจำแนกว่าปรากฏการณ์นั้นคือความจำต้องเป็น หรือความบังเอิญ ไม่ออก เราก็ไม่อาจเข้าถึงความเป็นจริงหรือสัจธรรม เพราะทำให้เรากำหนดยุทธศาสตร์ผิดพลาดได้ ซึ่ง นำมาสู่ความล้มเหลวของการแก้ปัญหานั้นๆ
    การจำแนกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อให้เข้าใจถึงพื้นฐานของมันว่า อะไรคือความจำต้องเป็น หรือ อะไรคือความบังเอิญ โดยทั่วไปไม่สามารถอาศัยความรู้ทางปัญญา มีแต่ความรู้ทางปรัชญาเท่านั้น จึงจะ สามารถจำแนกได้ เพราะสามารถเข้าถึงปัญหาพื้นฐานของสรรพสิ่งด้วยหลักการนี้

  7. 6. ความเป็นไปได้ (Possibility) และ ความเป็นจริง (Reality)
    ความเป็นจริง กล่าวโดยปรัชญามี 2 ความหมาย คือความหมายโดยกว้าง และความหมายโดย แคบ
    โดยกว้าง หมายถึง “วัตถุ” มีการดำรงอยู่ตามความเป็นจริง เป็นธรรมชาติ เป็นความจริงแท้แน่ นอนไม่เปลี่ยนแปลง (Being) เรียกอีกนัยว่า “ความแท้จริง” (Reality) หรือความสัมบูรณ์หรือปรมัตถ พระพุทธองค์ทรงเรียกสิ่งนี้ว่า “สภาวธรรม”
    โดยแคบ หมายถึง การกระทำโดยมนุษย์ที่ทำให้เกิดขึ้นสอดคล้องกับธรรมชาติ จนสามารถค้น พบความเป็นจริงได้ และเรียกสิ่งที่ค้นพบนั้นว่า “สัจจธรรม” (Truth) หรือเรียกว่า “ความเป็นจริง” หรือ ความจริงแท้ เป็นลักษณะความสัมพันธ์
    ความเป็นไปได้ คือ กระบวนการกระทำของมนุษย์ เพื่อจะสร้างความเป็นจริงโดยอาศัย “โลก
    ทรรศน์” (Worldview) ที่ก้าวหน้าประเมินความเป็นไปได้ที่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยอาศัย
    1. แนวโน้มที่อาจเป็นไปได้ 2. กฎเกณฑ์ตามหลักวิชาการ
    3. เงื่อนไขที่ดำรงอยู่และทำให้ปรากฏเป็นจริง 4. การผลักดันเพื่อให้เกิดความเป็นจริง
    การสร้างความเป็นจริงโดยไม่อาศัยหลักการเหล่านี้ เรียกว่า “ลัทธิเพ้อฝัน”
    จินตภาพพื้นฐานทางปรัชญาทั้ง 6 ประการนี้ เป็นเอกภาพซึ่งกันและกัน และเป็นข้อต่างซึ่งกัน เป็นคู่เหตุคู่ผลซึ่งเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน

Say something